More

    ครบ 50 ปี พระธาตุพนมล้มทลาย กลับกลายเป็นเรื่องอัศจรรย์ ค้นพบพระอุรังคธาตุที่พบถูกบรรจุอยู่ในผอบแก้ว มีสีขาวแวววาวคล้ายแก้วผลึก

    เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2518 เวลา 19.38 น. ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สร้างความตกตะลึงและโศกเศร้าอย่างแสนสาหัสต่อพุทธศาสนิกชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง เมื่อองค์พระธาตุพนมได้ล้มทลายลงมาทั้งองค์. เหตุการณ์นี้ถือเป็นหนึ่งในครั้งที่ทำให้คนไทยและลาวเสียน้ำตาพร้อมกันมากที่สุด.

    สาเหตุหลักของการพังทลายมาจากความเก่าแก่ขององค์พระธาตุ และภัยพิบัติจากการเกิดฝนตกหนักและพายุพัดแรงติดต่อกันหลายวัน อย่างไรก็ตาม การศึกษาภายหลังได้ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงสร้างอ่อนแอลงอย่างมาก นั่นคือการบูรณะในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม (พ.ศ. 2483-2484) ซึ่งมีการทำรูระบายอากาศในส่วนยอดแต่ไม่มีทางระบายน้ำออก ทำให้ฝนสามารถไหลเข้าไปสะสมภายในองค์พระธาตุ ทำให้อิฐภายในเปื่อยยุ่ยและกลายเป็นที่เก็บน้ำ

    เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหวในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2518 ได้ก่อให้เกิดรอยร้าวขนาดใหญ่หลายจุดบนองค์พระธาตุ ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นสุดท้ายที่นำไปสู่การพังทลายในอีกประมาณ 5 เดือนต่อมา การศึกษาของคณะอนุกรรมการและบริษัทวิศวกรรมที่เข้ามาตรวจสอบหาสาเหตุยังพบว่าชั้นรากฐานขององค์พระธาตุนั้นดีมากและไม่มีการทรุดตัวของชั้นดินโดยรอบ ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าปัญหาหลักอยู่ที่โครงสร้างภายในที่ได้รับผลกระทบจากการบูรณะครั้งก่อนหน้า

    ท่ามกลางความโศกเศร้าของการพังทลาย ได้เกิดการค้นพบทางโบราณคดีอันล้ำค่า. มีการบันทึกการพบ “พระอุรังคธาตุ” ในซากปรักหักพัง. พระอุรังคธาตุที่พบถูกบรรจุอยู่ในผอบแก้ว มีสีขาวแวววาวคล้ายแก้วผลึก ภายในผอบมีน้ำมันจันทน์หล่อเลี้ยงอยู่และบรรจุพระอุรังคธาตุ 8 องค์ นอกจากพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังพบของมีค่ามากมายนับหมื่นชิ้นบรรจุอยู่ภายในองค์พระธาตุเดิม. การพังทลายยังเผยให้เห็นส่วนฐานล่างซึ่งเป็นอิฐก่อไม่สอปูนและมีลายจำหลักบนอิฐ ซึ่งภายหลังได้มีการสันนิษฐานว่าลวดลายบนแผ่นอิฐนั้นน่าจะเป็นศิลปะแบบจาม. การค้นพบนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันถึงรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของพระธาตุพนม

    พลังศรัทธาสู่การก่อสร้างใหม่

    จากความโศกเศร้าเสียใจ ได้บังเกิดพลังแห่งศรัทธาอันยิ่งใหญ่ประชาชนจากทั่วประเทศ ได้ร่วมบริจาคทุนทรัพย์จำนวนมหาศาลเพื่อเป็นกองทุนในการก่อสร้างองค์พระธาตุขึ้นใหม่ รัฐบาลไทยในขณะนั้น ซึ่งนำโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ได้เข้ามาเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง มีการจัดงานพระราชพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุและพระบรมสารีริกธาตุอื่นๆ อีก 115 องค์อย่างยิ่งใหญ่รวม 7 วัน 7 คืน. ในช่วงเวลานี้ยังมีการจัดสร้างเหรียญสมโภชพระธาตุพนมปี 2518 ซึ่งกลายเป็นวัตถุมงคลที่มีชื่อเสียงและเชื่อกันว่ามีประสบการณ์สูงด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี

    การก่อสร้างองค์พระธาตุใหม่แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2522. องค์พระธาตุใหม่ถูกสร้างขึ้นครอบฐานพระธาตุองค์เดิมที่ยังคงเหลืออยู่ประมาณ 6 เมตร. การออกแบบยึดรูปแบบที่ก่อเสริมใน พ.ศ. 2483 เป็นหลัก แต่มีการปรับปรุงให้แข็งแรงและมั่นคงยิ่งขึ้นด้วยเทคนิคทางวิศวกรรมสมัยใหม่. โครงสร้างภายในสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด และเสริมรากฐานให้แข็งแรงขึ้นด้วยเสาเข็มมากถึง 45 ต้น. ผนังสถูปประกอบด้วย 4 ชั้น ได้แก่ ผนังคอนกรีตเสริมเหล็กด้านในสุด, อิฐใหม่ก่อเรียง, คอนกรีตเสริมเหล็กเชื่อมระหว่างผนัง, และอิฐเก่าสลับอิฐใหม่เป็นผนังชั้นนอกสุด. ชิ้นส่วนอิฐลวดลายองค์พระธาตุพนมองค์เดิมที่ได้รับการคัดเลือกและเก็บรักษาไว้ ได้รับการนำกลับมาก่อติดผนังด้านนอกทั้ง 4 ด้าน เพื่อรักษาเอกลักษณ์และคุณค่าทางประวัติศาสตร์. พระธาตุพนมองค์ปัจจุบันจึงมีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมสูง งดงามสง่าเหมือนองค์เดิม มีขนาดฐานกว้างด้านละ 12.33 เมตร และสูง 53.60 เมตร.

    เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ในวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2522 ได้มีพระราชพิธียกฉัตรยอดองค์พระธาตุพนม ฉัตรทองคำที่ประดับอยู่บนยอดพระธาตุมีน้ำหนักมากถึง 110 กิโลกรัม ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 (ภูมิพลอดุลยเดช) พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระอุรังคธาตุ) ขึ้นบรรจุในองค์พระธาตุพนม ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารอีกครั้ง

    ประเพณีและกิจกรรมสำคัญ: จิตวิญญาณที่ยังคงมีชีวิต
    พระธาตุพนมไม่ได้เป็นเพียงโบราณสถานที่งดงาม แต่ยังเป็นศูนย์กลางของประเพณีและกิจกรรมทางศาสนาที่ยังคงดำเนินไปอย่างมีชีวิตชีวา ดึงดูดผู้คนจากทั่วสารทิศให้มาสัมผัสพลังแห่งศรัทธา.

    งานนมัสการพระธาตุพนม (บุญเดือน 3)

    งานนมัสการพระธาตุพนม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “บุญเดือน 3” จัดเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน. งานนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยตรงกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา คือ วันมาฆบูชา หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3. ในแต่ละปีจะมีประชาชนจากทั่วภาคอีสานและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวหลั่งไหลมาร่วมงานอย่างล้นหลาม.

    มูลเหตุของการจัดงานมีหลากหลายคติความเชื่อ. บางส่วนเชื่อว่าสืบเนื่องมาจากการเฉลิมฉลองเมื่อครั้งสร้างพระธาตุพนมเสร็จสิ้น โดยพระอินทร์และเทวดาทั้งหลายต่างพากันมาลงฉลอง. อีกส่วนหนึ่งเชื่อว่าเริ่มต้นขึ้นในสมัยสมเด็จพระสังฆราชาสัทธรรมโชตนาญาณวิเศษ เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก แห่งนครเวียงจันทน์ ซึ่งท่านได้นำราษฎรมาบูรณะพระธาตุพนมใน พ.ศ. 2233 และเมื่อบูรณะเสร็จสิ้นจึงได้ทำพิธีฉลองสมโภช 3 วัน 3 คืน ในเดือนมาฆบูชา. นอกจากนี้ ยังมีผู้กล่าวว่างานนี้เริ่มขึ้นหลังจากพระครูวิโรจน์รัตโนบลบูรณะพระธาตุพนมในปี พ.ศ. 2444 และได้จัดฉลองอย่างยิ่งใหญ่พอดีกับเดือนมาฆบูชา.

    ภายในงานนมัสการพระธาตุพนม มีพิธีกรรมที่สำคัญและกิจกรรมหลากหลายตลอด 9 วัน 9 คืน. กิจกรรมหลักได้แก่ พิธีอัญเชิญพระอุปคุตจากริมแม่น้ำโขงมาประดิษฐาน ณ พระวิหารหอพระแก้ว เพื่อขอให้องค์พระอุปคุตช่วยปกปักรักษาให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี. นอกจากนี้ยังมีพิธีถวายผ้าห่มพระธาตุพนม, การตักบาตรข้าวเหนียว, ตักบาตรคู่อายุ, ถวายข้าวพีชภาค, พิธีเจริญพระพุทธมนต์, การแสดงพระธรรมเทศนา, และพิธีเวียนเทียนทุกค่ำคืน. ในวันแรกของการจัดงานยังมีการแห่เครื่องสักการะบูชาของชนเผ่าต่างๆ ทั้ง 7 เผ่าในนครพนม ซึ่งเป็นพิธีที่แสดงออกถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศรัทธา ยังมีการแสดงหมอลำพื้นบ้านและนิทรรศการหมู่บ้านศีล 5 ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวิถีชีวิตและศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น

    รากฐานแห่งศรัทธา: ประวัติศาสตร์และตำนานอันศักดิ์สิทธิ์
    ยุคก่อกำเนิด: พุทธกาลและอาณาจักรศรีโคตรบูร

    ประวัติศาสตร์อันยาวนานของพระธาตุพนมถูกบันทึกไว้ใน ‘ตำนานอุรังคธาตุ’ ซึ่งเชื่อกันว่าประพันธ์ขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช กษัตริย์องค์สำคัญแห่งอาณาจักรล้านช้าง. ตำนานเล่าขานถึงเหตุการณ์อันศักดิ์สิทธิ์เมื่อครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมายังภูกำพร้า และทรงมีพุทธทำนายว่าพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์จะถูกบรรจุไว้ ณ ที่แห่งนี้. ยิ่งไปกว่านั้น พระพุทธองค์ยังทรงประกาศว่าพื้นที่บริเวณนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นที่สืบทอดพระพุทธศาสนาในอนาคต.

    ตามตำนาน การก่อสร้างพระธาตุพนมเริ่มต้นขึ้นเมื่อต้นพุทธกาล ประมาณ พ.ศ. 8 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาณาจักรศรีโคตรบูรเจริญรุ่งเรือง. หลังจากพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปะเถระพร้อมด้วยพระอรหันต์ 500 องค์ ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนหน้าอก) ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาจากชมพูทวีป (อินเดีย) มายังภูกำพร้า. ตำนานยังกล่าวถึงปาฏิหาริย์ที่พระอุรังคธาตุเสด็จมาอยู่บนฝ่ามือขวาของพระมหากัสสปะ เมื่อท่านอธิษฐานขอพระธาตุที่จะอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ สถานที่แห่งนี้.

    เมื่อข่าวการอัญเชิญพระอุรังคธาตุมาถึงภูกำพร้าแพร่สะพัดออกไป พญาทั้ง 5 ผู้ครองนครใกล้เคียง ได้แก่ พญาสุวรรณภิงคารแห่งเมืองหนองหานหลวง, พญาคำแดงแห่งเมืองหนองหานน้อย, พญาอินทปัตฐแห่งเมืองอินทปัตฐนคร, พญานันทเสนแห่งเมืองศรีโคตรบูร และพญาจุฬนีพรหมทัตแห่งแคว้นจุฬนี ได้มารวมตัวกันเพื่อเป็นประธานในการสร้างที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุ. พวกท่านได้ร่วมกันสร้าง “อุบมุง” ซึ่งเป็นโครงสร้างแรกเริ่มเพื่อบรรจุพระธาตุ. อย่างไรก็ตาม ตำนานยังเล่าถึงปาฏิหาริย์ที่พระธาตุแสดงให้เห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะประดิษฐานอย่างสมบูรณ์ ทำให้พญาทั้งห้าเพียงแค่ประดิษฐานไว้โดยไม่มีพิธีบรรจุเต็มรูปแบบในครั้งแรก.

    แม้ตำนานจะระบุถึงการสร้างในต้นพุทธกาล แต่จากการศึกษาทางโบราณคดีประกอบกับตำนานอุรังคธาตุ พบว่าประมาณ พ.ศ. 1200 – 1400 บริเวณอำเภอธาตุพนมเคยเป็นศูนย์รวมของกลุ่มชนเผ่าต่างๆ เนื่องจากเป็นชัยภูมิที่เป็นศูนย์กลางทางคมนาคม. “ภูกำพร้า” ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระธาตุนั้น เดิมเป็นเนินดินสูงประมาณ 2 เมตร ที่เกิดจากการขุดคูน้ำ 3 ด้าน (ทิศตะวันตก, เหนือ, ใต้) และนำดินที่ขุดได้มาถมตรงกลาง. ลำน้ำโขงเดิมทำหน้าที่เป็นคูด้านทิศตะวันออก. การสถาปนาศาสนสถานบนยอดเนินภูกำพร้าในครั้งแรกนี้ ปรากฏอยู่ในตำนานอุรังคธาตุ ซึ่งเป็นวิธีการเขียนประวัติศาสตร์ของคนโบราณในแถบนี้ที่มักอ้างอิงไปถึงสมัยพุทธกาล เพื่อเสริมสร้างความศักดิ์สิทธิ์และภูมิหลังทางพุทธศาสนาให้กับสถานที่.

    ความแตกต่างระหว่างช่วงเวลาการก่อสร้างตามตำนานกับหลักฐานทางโบราณคดีไม่ได้เป็นข้อขัดแย้ง แต่กลับเผยให้เห็นถึงกระบวนการทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง. ตำนานอุรังคธาตุทำหน้าที่เป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการสร้างความชอบธรรมและอำนาจทางจิตวิญญาณให้กับพระธาตุพนม. การเชื่อมโยงสถานที่เข้ากับพุทธประวัติโดยตรง ช่วยดึงดูดผู้แสวงบุญและยกระดับพระธาตุให้เป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญในภูมิภาค. ดังนั้น เรื่องเล่าเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการหล่อหลอมความเชื่อและความผูกพันของผู้คนที่มีต่อองค์พระธาตุ ไม่ว่าการก่อสร้างทางกายภาพจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ตาม.

    วิวัฒนาการทางสถาปัตยกรรม: จากจามสู่ล้านช้างและอิทธิพลไทย

    พระธาตุพนมได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตยกรรมมาหลายยุคสมัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลทางวัฒนธรรมและอำนาจทางการเมืองที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปในภูมิภาคนี้

    ร่องรอยศิลปะจามในรูปแบบดั้งเดิม
    ศ. ดร. ศักดิ์ชัย สายสิงห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ ให้ความเห็นว่ารูปแบบดั้งเดิมของพระธาตุพนมน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะจาม ซึ่งคาดว่าสร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 15. หลักฐานสำคัญที่สนับสนุนแนวคิดนี้คือการค้นพบส่วนฐานล่างขององค์พระธาตุหลังการพังทลายในปี 2518 ซึ่งเป็นอิฐก่อไม่สอปูนและมีลายจำหลักบนอิฐที่สันนิษฐานว่าเป็นศิลปะแบบจาม. ลักษณะเฉพาะที่พบคือเสาติดผนังขององค์พระธาตุพนมมีแถบลวดลายประดับอยู่ตรงกลางเสา ซึ่งคล้ายคลึงอย่างมากกับที่พบในปราสาทศิลปะจาม. การที่ศิลปะจามเข้ามามีอิทธิพลไม่ถือเป็นเรื่องแปลก เนื่องจากที่ตั้งของพระธาตุพนมอยู่บนเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมต่อระหว่างชุมชนโบราณในลุ่มน้ำโขงตอนกลางของลาวกับช่องเขาที่ออกไปยังอาณาจักรจามปาในประเทศเวียดนาม ทำให้มีการแลกเปลี่ยนและรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมได้ง่าย. รูปแบบเดิมของพระธาตุพนมเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูน มีแผนผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส. เรือนธาตุก่ออิฐไม่ฉาบปูน และมีซุ้มประตูหลอกประดับอยู่ตรงกลางแต่ละด้าน.

    การปรับปรุงในสมัยล้านช้าง
    เมื่อเข้าสู่สมัยล้านช้าง ได้มีการก่อเจดีย์ทรงระฆังเหลี่ยมทับเรือนธาตุที่มีมาแต่เดิม พระธาตุพนมได้รับการบูรณะหลายครั้งในประวัติศาสตร์ รวมถึงในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช. การบูรณะครั้งสำคัญเกิดขึ้นในสมัยเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก (ราว พ.ศ. 2233-2235) ซึ่งท่านได้ใช้พระธาตุศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นศูนย์กลางในการหลอมรวมผู้คนและสร้างฐานอำนาจทางการเมือง. การบูรณะในครั้งนั้นยังคงอยู่ในกรอบของศิลปะแบบลาว โดยเฉพาะในส่วนของเรือนยอดที่กลายเป็นศิลปะล้านช้าง ศิลปะล้านช้างมีรูปแบบเจดีย์หรือธาตุอันเป็นเอกลักษณ์คือ เจดีย์ทรงระฆังสี่เหลี่ยม หรือที่เรียกว่า เจดีย์ทรงดอกบัวเหลี่ยม พระธาตุพนมถือเป็นต้นแบบเจดีย์ของชาวลาว

    #บทความ #ข่าวหมากแข้ง #พระธาตุพนม #ข่าวอุดร #ท่องเที่ยว #นครพนม สนับสนุนโดย Coway Udonthani โคเวย์ อุดรธานี เครื่องกรองน้ำ เครื่องกรองอากาศ

     

     

    ข่าวล่าสุด

    spot_img

    ช่าวน่าสนใจ

    เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

    ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

    คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

    ยอมรับทั้งหมด
    จัดการความเป็นส่วนตัว
    • เปิดใช้งานตลอด

    บันทึกการตั้งค่า