เจาะขุมทรัพย์ใต้ดินที่อุดรธานี มีมูลค่าถึง 500,000 ล้านบาท ผลประโยชน์ที่คุ้มค่า หรือ ความเสี่ยงที่ต้องจ่าย
โครงการเหมืองแร่โพแทสเซียม จังหวัดอุดรธานี เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่ขนาดใหญ่ในภาคอีสาน ที่ได้รับความสนใจและเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยมีรายละเอียดเจาะลึกในแต่ละด้าน ดังนี้
1. รายละเอียดโครงการ
โครงการนี้ดำเนินการโดย บริษัท เอเชีย แปซิฟิก โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC) ซึ่งได้รับประทานบัตรการทำเหมืองจากกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว (ครอบคลุมระยะเวลา 25 ปี)
พื้นที่โครงการ: ครอบคลุมพื้นที่ใต้ดินรวมกว่า 26,446 ไร่ ในเขตอำเภอเมือง และอำเภอประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี (เช่น ตำบลหนองไผ่ ตำบลโนนสูง ตำบลห้วยสามพาด นาม่วง)
รูปแบบการทำเหมือง: เป็นการทำ เหมืองใต้ดิน (Underground Mining) โดยขุดอุโมงค์ลึกลงไปใต้ดินประมาณ 300–400 เมตร เพื่อนำแร่โพแทสเซียม (แร่คาร์นัลไลต์) ขึ้นมาแต่งแร่บนดิน
กำลังการผลิต: วางเป้าหมายการผลิตแร่โพแทสเซียมสูงสุดประมาณ 2 ล้านตันต่อปี
2. ผลประโยชน์ของโครงการ
แร่โพแทสเซียมคือแม่ปุ๋ยหลัก (ธาตุ K) ที่มีความสำคัญต่อภาคเกษตรกรรม ผลประโยชน์หลักๆ จึงแบ่งออกเป็นด้านเศรษฐกิจทั้งระดับชาติและท้องถิ่น:
ลดการนำเข้าปุ๋ยเคมี: ประเทศไทยต้องนำเข้าแม่ปุ๋ยโพแทสเซียมจากต่างประเทศ (เช่น แคนาดา เบลารุส รัสเซีย) เกือบ 100% ปีละนับล้านตัน การผลิตได้เองจะช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารและลดการพึ่งพาต่างชาติ
รายได้ค่าภาคหลวงและภาษี: รัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะได้รับค่าภาคหลวงแร่และภาษี ซึ่งกฎหมายระบุให้จัดสรรกลับมาพัฒนาชุมชนในพื้นที่โดยรอบ
การจ้างงานและเศรษฐกิจท้องถิ่น: เกิดการจ้างงานในพื้นที่ทั้งในกระบวนการขุดเจาะ ขนส่ง และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนในจังหวัดอุดรธานี
กองทุนพัฒนาชุมชน: มีการจัดตั้งกองทุนต่างๆ ตามเงื่อนไขประทานบัตร เช่น กองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่ กองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ และกองทุนประกันความเสี่ยง
3. เรื่องที่ต้องกังวล (ข้อห่วงใยของภาคประชาชน)
เนื่องจากข้อจำกัดทางกายภาพของภาคอีสานที่มีชั้นเกลือหิน (Rock Salt) อยู่ใต้ดิน และลักษณะของแร่โพแทสเซียมเอง ทำให้เกิดความกังวลหลักๆ 3 ด้าน:
ปัญหาดินและน้ำเค็ม: กระบวนการแต่งแร่จะทำให้เกิด “หางแร่” ซึ่งก็คือเกลือโซเดียมคลอไรด์จำนวนมหาศาล ชาวบ้านกังวลว่าหากมีการรั่วไหลซึมลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติหรือชั้นน้ำใต้ดิน จะส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคและพื้นที่การเกษตรโดยรอบ
การทรุดตัวของแผ่นดิน: แม้จะเป็นการทำเหมืองแบบเหลือเสาค้ำยันและมีการถมกลับ (Backfilling) แต่ในระยะยาว ชุมชนยังคงมีความกังวลเรื่องความแข็งแรงใต้ดิน และโอกาสที่จะเกิดการทรุดตัวของพื้นดินด้านบนซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน
ผลกระทบทางสังคมและวิถีชีวิต: ความขัดแย้งในชุมชนระหว่างกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย รวมถึงความกังวลเรื่องฝุ่นละอองจากการขนส่งแร่ และผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว
4. แนวทางป้องกันและมาตรการลดผลกระทบ
ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ได้มีการกำหนดมาตรการป้องกันที่สำคัญไว้ ดังนี้:
การป้องกันแผ่นดินทรุด (เทคนิคขุดเจาะและถมกลับ):
ใช้ขบวนการทำเหมืองแบบ “ห้องสลับเสาค้ำยัน” (Room and Pillar) โดยเว้นพื้นที่แร่บางส่วนไว้ทำหน้าที่เป็นเสาค้ำยันตามหลักวิศวกรรม
นำหางแร่ (เกลือ) ที่เหลือจากกระบวนการผลิต ผสมกับปูนซีเมนต์และน้ำ แล้ว อัดกลับลงไปถมอุโมงค์ใต้ดิน (Backfilling) เพื่อเพิ่มความเสถียรและลดปริมาณเกลือบนผิวดิน
การจัดการลานกองเกลือบนผิวดิน:
ลานเก็บกองหางแร่บนผิวดินต้องมีการปูพื้นด้วยวัสดุกันซึมความหนาแน่นสูง (HDPE Liner) เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเค็มซึมลงใต้ดิน
สร้างระบบรวบรวมน้ำฝนและน้ำชะล้างในเขตเหมืองเป็นระบบปิด 100% ไม่ปล่อยออกสู่ภายนอก
การตั้งกองทุนและการตรวจสอบโดยภาคประชาชน:
จัดตั้ง “คณะกรรมการสามฝ่าย” (ตัวแทนรัฐ บริษัท และประชาชน) เพื่อร่วมตรวจสอบการทำงาน วัดระดับน้ำใต้ดิน ตรวจสอบความเค็ม และเฝ้าระวังสุขภาพของคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง
มีมาตรการเยียวยาและทำประกันภัยความเสียหายที่ชัดเจน หากพิสูจน์ได้ว่าเกิดผลกระทบจากการทำเหมือง
ผลประโยชน์ตอบแทนเชิงเม็ดเงินและสวัสดิการที่ บริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC) จะต้องจัดสรรและจ่ายให้กับทางรัฐบาล (ส่วนกลาง) หน่วยงานท้องถิ่น (อปท.) รวมถึงชุมชนโดยรอบตลอดอายุสัมปทาน 25 ปี มีการกำหนดสัดส่วนและโครงสร้างไว้อย่างชัดเจนตามกฎหมายแร่และเงื่อนไขท้ายประทานบัตร ดังนี้
1. ผลประโยชน์ตอบแทนแก่ “รัฐบาลส่วนกลางและท้องถิ่น” (ตามกฎหมาย)
รายได้หลักที่ภาครัฐจะได้รับจัดสรรโดยตรงตลอดอายุสัมปทานประเมินไว้รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 35,000 – 40,000 ล้านบาท โดยหลักๆ มาจาก:ค่าภาคหลวงแร่ (Royalty): กำหนดเรียกเก็บในอัตรา ร้อยละ 7 ของมูลค่าแร่ที่ผลิตได้
คาดการณ์ว่ารัฐจะจัดเก็บเงินจากค่าภาคหลวงแร่ได้ประมาณ 35,000 ล้านบาท
การจัดสรรส่วนแบ่งค่าภาคหลวงแร่สู่ท้องถิ่น: ตาม พ.ร.บ. จัดสรรรายได้ฯ ค่าภาคหลวงแร่ที่จัดเก็บได้จะไม่ได้เข้าส่วนกลางทั้งหมด แต่จะถูกกระจายกลับสู่พื้นที่อุดรธานีตามสัดส่วนกฎหมายเพื่อนำไปพัฒนาจังหวัด ดังนี้:
1 อบต. หรือ เทศบาล เจ้าของพื้นที่ตั้งเหมือง: ได้รับจัดสรรร้อยละ 20
2 อบต. หรือ เทศบาล อื่นๆ ที่อยู่ในจังหวัดอุดรธานี (นอกเขตเหมือง): ได้รับจัดสรรร้อยละ 10
3 องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ. อุดรธานี): ได้รับจัดสรรร้อยละ 30
4 รัฐบาลส่วนกลาง (กระทรวงการคลัง): ได้รับส่วนที่เหลือร้อยละ 40
เงินปันผลจากการถือหุ้นของรัฐ: กระทรวงการคลังของไทยถือหุ้นอยู่ในบริษัท APPC ในสัดส่วนร้อยละ 10 (ตามข้อตกลงสิทธิพิเศษของรัฐ) ดังนั้น หากเหมืองเปิดดำเนินการและมีกำไรจากการประกอบการ รัฐบาลจะได้รับเงินปันผลกลับคืนเข้าสู่คลังประเทศอีกทางหนึ่งนอกเหนือจากภาษีนิติบุคคลทั่วไป
เงินตอบแทนและกองทุนเพื่อ “ชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่น” (เงื่อนไขประทานบัตร)
นอกจากภาษีและค่าภาคหลวงแร่แล้ว เงื่อนไขในการออกใบประทานบัตรยังบังคับให้บริษัทต้องจ่าย “เงินค่าลอดใต้ถุน” และส่งเงินเข้า “6 กองทุนสิ่งแวดล้อมและชุมชน” โดยมีตัวเลขสำคัญดังนี้
ก. เงินค่าทดแทนสำหรับการทำเหมืองใต้ดิน (เงินค่าลอดใต้ถุน)
เนื่องจากเป็นการทำเหมืองใต้ที่ดินของชาวบ้าน (ลึกลงไปกว่า 200-400 เมตร) บริษัทจึงต้องจ่ายเงินชดเชยสิทธิใต้ดินให้กับเจ้าของสิทธิ์ที่ดินผิวดินในเขตประทานบัตร 26,000 กว่าไร่
อัตราจ่าย: จ่ายในอัตรา 45,500 บาทต่อไร่
รูปแบบการจ่าย: แบ่งเฉลี่ยจ่ายรวม 24 งวด ตลอดอายุประทานบัตร (งวดแรกชำระร้อยละ 10 ของวงเงิน ส่วนงวดที่ 2 ถึง 23 จะจ่ายปีละประมาณ 1,780 บาทต่อไร่)
ข. การสมทบเงินเข้า 6 กองทุนหลัก (ดูแลท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม)
ทางโครงการต้องควักเงินจ่ายสมทบเข้ากองทุนเพื่อพัฒนาและเยียวยาชุมชนรอบเหมืองเป็นรายปี (เริ่มมีการจ่ายในบางกองทุนล่วงหน้าตั้งแต่เฟสเตรียมการแล้ว) ประกอบด้วย:
1 กองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่: (กรอบวงเงินคาดการณ์รวมตลอดโครงการหลัก 100 ล้านบาท) นำเงินไปให้คณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรรสร้างสาธารณูปโภค ถนน ประปา หรือไฟส่องสว่างในท้องถิ่น
2 กองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ: เป็นเงินทุนใช้สำหรับตรวจสุขภาพประจำปีของชาวบ้านในรัศมีรอบเหมือง เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลสุขภาวะก่อนและหลังการทำเหมือง
3 กองทุนการศึกษาเพื่ออนาคตเยาวชน: สนับสนุนทุนเรียนต่อให้เด็กๆ ในพื้นที่เขตประทานบัตร (ในปัจจุบันมีการทยอยมอบงบส่วนนี้แล้ว เช่น งวดล่าสุดประมาณ 2.5 ล้านบาทต่อปี)
4 กองทุนประกันความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและพัฒนาคุณภาพชีวิต: เงินก้อนนี้จะถูกล็อกไว้สำหรับเยียวยา/แก้ปัญหาทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมขึ้น (กรอบเงินหมุนเวียนหลัก 100 ล้านบาทขึ้นไป)
5 กองทุนสวัสดิการชุมชน: (กรอบวงเงินรวมกว่า 200 ล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือจัดกิจกรรมสวัสดิการร่วมกันในชุมชน
6 กองทุนช่วยเหลือค่าปุ๋ยเกษตรกรในพื้นที่ประทานบัตร: (กรอบวงเงินกว่า 100 ล้านบาท) เป็นข้อตกลงพิเศษเพื่อนำแม่ปุ๋ยสูตร 0-0-60 ที่เหมืองผลิตได้ มาจัดสรรหรือจำหน่ายให้เกษตรกรในท้องถิ่นอุดรธานีในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดอย่างน้อย 15%

พ่อแม่พี่น้องน้องชาวอุดรธานีและพื้นที่ใกล้เคียง คิดเห็นอย่างไรกับโครงการนี้? คอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันได้เลย
