More

    ก่อนมาเป็นอุดร-หนองบัวลำภู จากอาณาจักรยุคล้านช้าง สู่รัฐกันชน

    ก่อน…กว่าแต่ก่อน
    มาเป็นอุดร-หนองบัวลำภู จากอาณาจักรยุคล้านช้าง สู่รัฐกันชน
    เมืองพวน รากฐานประวัติศาสตร์และพลวัตการเปลี่ยนแปลง สู่รูปแบบสังคมการปกครองในดินแดนอีสานเหนือวันนี้

    เมืองพวน (ເມືອງພວນ) หรือที่รู้จักกันในชื่อ เมืองพวนเชียงขวาง ถือเป็นหัวเมืองเก่าแก่และเป็นราชอาณาจักรสำคัญแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาณาจักรแห่งนี้มีประวัติศาสตร์การปกครองที่ยาวนาน โดยมีกษัตริย์ปกครองสืบทอดกันมาถึง 49 องค์ เริ่มตั้งแต่ขุนเจ็ดเจือง ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์แรก ไปจนถึงเจ้าขันตี กษัตริย์องค์สุดท้าย เมืองพวนมีความโดดเด่นเป็นพิเศษในด้านศิลปกรรมทางพุทธศาสนาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่มักเรียกว่า “ศิลปะเชียงขวาง” และศิลปะแขนงนี้ยังได้เข้ามามีอิทธิพลต่ออาณาจักรล้านช้างแถบนครหลวงพระบางด้วย

    ในอดีต เมืองพวนเดิมได้สถาปนาขึ้นโดยการแยกตัวออกมาจากอาณาจักรล้านช้าง อย่างไรก็ตาม เมื่ออิทธิพลของสยามแผ่ขยายข้ามฝั่งแม่น้ำโขงและเข้าควบคุมราชอาณาจักรล้านช้าง เมืองพวนก็ตกอยู่ในสถานะที่ซับซ้อน โดยกลายเป็นรัฐกันชนระหว่างสยามกับเวียดนามและฝรั่งเศส. สถานะของการเป็นรัฐกันชนนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของเมืองพวนในบริบทของการแข่งขันอำนาจระหว่างมหาอำนาจในภูมิภาค ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของพลวัตทางอำนาจในยุคจักรวรรดินิยมที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างการปกครองและสถานะของเมืองต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การที่เมืองพวนซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นอาณาจักรที่มีกษัตริย์ปกครองตนเอง ถูกลดสถานะลงเป็น “รัฐกันชน” และต่อมาพื้นที่ส่วนหนึ่งถูกผนวกเข้าเป็น “มณฑลลาวพวน” ของสยาม ก่อนที่ส่วนใหญ่จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝรั่งเศสหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 แสดงให้เห็นถึงกระบวนการที่อำนาจอธิปไตยของรัฐเล็กๆ ในภูมิภาคถูกกัดกร่อนและถูกกลืนเข้าสู่การควบคุมของรัฐชาติที่ใหญ่กว่า หรือมหาอำนาจอาณานิคมในที่สุด.

    พื้นที่อีสานเหนือของประเทศไทยมีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างยาวนาน ดินแดนแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อทางวัฒนธรรมและยุทธศาสตร์ระหว่างอาณาจักรโบราณต่างๆ โดยเป็นที่ตั้งของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไทยพวน ซึ่งมีรากฐานดั้งเดิมมาจากอาณาจักรเมืองพวนในประเทศลาวปัจจุบัน การทำความเข้าใจถึงกระบวนการก่อตั้งเมือง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครอง และพลวัตทางสังคมที่เกิดขึ้นในพื้นที่นี้ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา จึงเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐส่วนกลางกับท้องถิ่น และการก่อร่างสร้างอัตลักษณ์ของผู้คนในดินแดนแห่งนี้

    หัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ: โครงสร้างการปกครองก่อนการปฏิรูป

    ก่อนการจัดตั้งระบบมณฑลเทศาภิบาล พื้นที่อีสานเหนืออยู่ภายใต้การปกครองแบบ “หัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ” ซึ่งเป็นระบบการปกครองแบบหลวมๆ โดยประกอบด้วยหัวเมืองเอก 16 เมือง และหัวเมืองโท ตรี จัตวา อีก 36 หัวเมือง ซึ่งทั้งหมดขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯในระบบนี้ หัวเมืองเหล่านี้ยังคงมีเจ้าเมืองท้องถิ่นปกครองตนเองในระดับหนึ่ง และมีหน้าที่ส่งเครื่องบรรณาการให้แก่สยาม ความสัมพันธ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบของรัฐบรรณาการที่สยามยังไม่ได้เข้าไปควบคุมกิจการภายในของหัวเมืองเหล่านี้อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์.

    เมืองสำคัญที่ปรากฏในยุคหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ ซึ่งแสดงถึงขอบเขตอิทธิพลของสยามในภาคอีสานและฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงก่อนการปฏิรูปใหญ่ ได้แก่ เมืองหนองคาย (ซึ่งเป็นหัวเมืองเอก), เวียงจันทน์, เชียงคาน, พานพร้าว, ธุรคมสิงห์สถิตย์, กุมภวาปี, รัตนวาปี, เมืองเชียงของ, เมืองบริคัณฑนิคม, เมืองนครพนม, เมืองคำม่วน, เมืองสกลนคร, เมืองมุกดาหาร, เมืองบุรีรัมย์, เมืองขอนแก่น, เมืองหล่มศักดิ์, เมืองโพนพิสัย, เมืองชัยบุรี (บึงกาฬ), เมืองท่าอุเทน, เมืองกุมลาสัย, เมืองหนองหานใหญ่, และเมืองคำเกิด. การมีอยู่ของเมืองเหล่านี้ภายใต้อิทธิพลของสยามเน้นย้ำถึงความพยายามของราชอาณาจักรในการขยายและรักษาอำนาจเหนือดินแดนชายขอบก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งใหญ่

    มณฑลลาวพวน: การก่อตั้งและขอบเขตแรกเริ่ม

    มณฑลลาวพวนจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2433 โดยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ทรงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ผู้ดูแลมณฑลนี้ การแต่งตั้งเจ้านายชั้นสูงให้มาปกครองในพื้นที่สำคัญเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลกลางให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้เป็นอย่างมาก

    ก่อนปี พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) มณฑลลาวพวนมีขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่กว้างขวาง โดยมีหัวเมืองทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงรวมอยู่ด้วย และมีแคว้นพวนเป็นแคว้นใหญ่ โดยมีเมืองเชียงขวางเป็นเมืองสำคัญ. ชื่อ “มณฑลลาวพวน” นั้นตั้งตามชื่อเมืองพวน ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของชาวไทยพวน. ขอบเขตเดิมของมณฑลครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง รวมถึงเมืองหนองคาย (ซึ่งเป็นศูนย์กลางแรกเริ่ม), อุดรธานี, ขอนแก่น, นครพนม, สกลนคร, และเลย.

    อย่างไรก็ตาม ภายหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ในปี พ.ศ. 2436 (ค.ศ. 1893) ซึ่งสยามต้องเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส เมืองในมณฑลลาวพวนจึงเหลือเพียง 6 เมืองที่อยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง ได้แก่ อุดรธานี, ขอนแก่น, นครพนม, สกลนคร, เลย, และหนองคาย. การจัดตั้งมณฑลลาวพวนในปี พ.ศ. 2433 และการรวมหัวเมืองฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเข้าไว้ด้วย เป็นความพยายามของสยามที่จะผนวกและควบคุมดินแดนเหล่านี้อย่างเบ็ดเสร็จก่อนที่มหาอำนาจตะวันตกจะเข้ามา. อย่างไรก็ตาม การสูญเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 แสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดของอำนาจสยามในการเผชิญหน้ากับจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ขอบเขตของมณฑลต้องหดแคบลงอย่างถาวร. เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการปฏิรูปการปกครองภายในประเทศนั้นได้รับอิทธิพลอย่างมากจากสถานการณ์ระหว่างประเทศและภัยคุกคามภายนอก

    การเปลี่ยนผ่านสู่มณฑลอุดร: การปรับโครงสร้างและขยายอำนาจ

    ในปี พ.ศ. 2442 (ค.ศ. 1899) ได้มีการเสนอขอเปลี่ยนชื่อมณฑลลาวพวนเป็น “มณฑลฝ่ายเหนือ” โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเรียกชื่อตามภูมิประเทศ และที่สำคัญคือ “เพื่อมิให้เกิดความรู้สึกแบ่งแยกเชื้อชาติไทย – ลาว – เขมร”. ต่อมาในปี พ.ศ. 2443 (ค.ศ. 1900) ได้มีการเสนอขอเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “มณฑลอุดร” และมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2444 (ค.ศ. 1901). การเปลี่ยนชื่อจาก “มณฑลลาวพวน” ซึ่งระบุถึงกลุ่มชาติพันธุ์โดยตรง ไปเป็น “มณฑลฝ่ายเหนือ” และ “มณฑลอุดร” โดยมีเหตุผลที่ชัดเจนว่า “เพื่อมิให้เกิดความรู้สึกแบ่งแยกเชื้อชาติไทย – ลาว – เขมร” เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของนโยบายการสร้างชาติของสยามในสมัยนั้น. รัฐบาลกลางพยายามลดทอนความสำคัญของอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมแนวคิด “ความเป็นไทย” ที่เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรวมศูนย์อำนาจและสร้างความมั่นคงภายในประเทศท่ามกลางบริบทอาณานิคม. นี่จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อ แต่เป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการนิยามตัวตนของพลเมืองในพื้นที่ชายขอบอย่างมีนัยยะสำคัญ.

    ในปี พ.ศ. 2453 (ค.ศ. 1910) พระเจ้าน้องยาเธอ พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ซึ่งขณะนั้นทรงเป็นข้าหลวงใหญ่มณฑลอุดร ได้แบ่งพื้นที่การปกครองในมณฑลใหม่ ออกเป็น “บริเวณ” โดยมีข้าหลวงบริเวณเป็นผู้ปกครองขึ้นตรงต่อข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลอุดร. มณฑลอุดรในยุคนี้แบ่งออกเป็น 5 บริเวณ ได้แก่ บริเวณหมากแข้ง (มีที่ว่าการที่บ้านหมากแข้ง), บริเวณพาชี (ที่ว่าการที่เมืองขอนแก่น), บริเวณธาตุพนม (ที่ว่าการที่เมืองนครพนม), บริเวณสกลนคร (ที่ว่าการที่เมืองสกลนคร), และบริเวณน้ำเหือง (ที่ว่าการที่เมืองเลย). เมืองที่ขึ้นกับมณฑลอุดรในยุคนี้ประกอบด้วย อุดรธานี, ขอนแก่น, เลย, นครพนม, หนองคาย, และสกลนคร. ข้าหลวงเทศาภิบาลมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้แทนพระองค์ของกษัตริย์และเป็นผู้บริหารสูงสุดในมณฑล รับผิดชอบการดำเนินงานราชการทุกด้าน ทั้งการเก็บภาษี การรักษาความสงบเรียบร้อย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการนำนโยบายจากส่วนกลางมาปฏิบัติในท้องถิ่น. บทบาทนี้เป็นการรวมอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการไว้ในมือของข้าราชการส่วนกลางอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อให้การปกครองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล

    การเปลี่ยนผ่านจาก “เมือง” สู่ “จังหวัด”

    แม้ว่าระบบมณฑลจะถูกยกเลิกอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2475 แต่การเปลี่ยนคำเรียกหน่วยการปกครองจาก “เมือง” มาเป็น “จังหวัด” ได้เริ่มขึ้นก่อนหน้านั้นแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) ด้วยพระราชบัญญัติเปลี่ยนคำว่า “เมือง” ใช้เรียกว่า “จังหวัด”. จุดประสงค์ของการเปลี่ยนแปลงนี้คือเพื่อแก้ไขความสับสนในการเรียกขานหน่วยการปกครองให้เป็นระเบียบเดียวกัน และเพื่อความเข้าใจง่ายในการปกครอง. หลังจากการยกเลิกระบบมณฑล โครงสร้างการปกครองในส่วนภูมิภาคจึงเหลือเพียงหน่วย “จังหวัด” และ “อำเภอ” ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน. การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินมีความกระชับและลดขั้นตอนลง ซึ่งเอื้อต่อการบริหารจัดการในยุคที่การคมนาคมและการสื่อสารเริ่มพัฒนาขึ้น

    น้องเล็กของจังหวัดในกลุ่มอีวานเหนือ การแยกจังหวัดหนองบัวลำภู ประวัติความเป็นมาของหนองบัวลำภูในฐานะอำเภอ

    หนองบัวลำภูมีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยเคยเป็น “เมืองกมุทธาสัย” ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองหนองบัวลุ่มภู” ในปี พ.ศ. 2449 และขึ้นอยู่กับบริเวณหมากแข้ง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเมืองอุดรธานี. ในปี พ.ศ. 2450 ได้มีการโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงมหาดไทยรวมเมืองต่างๆ ในบริเวณบ้านหมากแข้งตั้งเป็นเมืองจัตวา เรียกว่า เมืองอุดรธานี ส่วนเมืองในสังกัดบริเวณให้มีฐานะเป็นอำเภอ ดังนั้น เมืองหนองบัวลำภูจึงกลายเป็น “อำเภอหนองบัวลำภู” ขึ้นกับเมืองอุดรธานี. ตลอดระยะเวลาที่เป็นอำเภอ หนองบัวลำภูได้มีการจัดตั้งกิ่งอำเภอต่างๆ ขึ้น ซึ่งต่อมาได้ยกฐานะเป็นอำเภอและกลายเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดหนองบัวลำภูในปัจจุบัน ได้แก่ กิ่งอำเภอโนนสัง (พ.ศ. 2491), กิ่งอำเภอศรีบุญเรือง (พ.ศ. 2508), กิ่งอำเภอนากลาง (พ.ศ. 2508), และกิ่งอำเภอสุวรรณคูหา (พ.ศ. 2516)

    32 ปี จังหวัดหนองบัวลำภู

    คณะรัฐมนตรีและรัฐสภาได้อนุมัติร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดหนองบัวลำภู และได้รับการสถาปนาให้เป็นจังหวัดหนองบัวลำภูอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2536. อำเภอที่แยกออกมาจากจังหวัดอุดรธานีเพื่อจัดตั้งเป็นจังหวัดหนองบัวลำภู ได้แก่ อำเภอหนองบัวลำภู, อำเภอนากลาง, อำเภอสุวรรณคูหา, อำเภอศรีบุญเรือง, อำเภอโนนสัง, และกิ่งอำเภอนายูง. การแยกจังหวัดหนองบัวลำภูนี้แสดงให้เห็นถึงการปรับโครงสร้างการปกครองเพื่อประสิทธิภาพและการพัฒนาท้องถิ่น. การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนปรัชญาการปกครองจากแนวคิดการรวมศูนย์อำนาจที่เข้มงวด ไปสู่แนวทางที่เน้นการกระจายอำนาจที่ตอบสนองต่อสภาพความเป็นจริงของพื้นที่มากขึ้น. การก่อตั้งจังหวัดใหม่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารราชการ, ปรับปรุงการรักษาความมั่นคง, อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการภาครัฐของประชาชน, และส่งเสริมการพัฒนาท้องถิ่นอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นวิวัฒนาการที่ต่อเนื่องในแนวทางการบริหารราชการส่วนภูมิภาคของรัฐ

     

    #บทความ #ข่าวอุดร #หมากแข้ง #อีสานเหนือ #มณฑลลาวพวน #เมืองพวน #หนองบัวลำภู #มณฑลอุดร

    สนับสนุนโดย Coway Udonthani โคเวย์ อุดรธานี เครื่องกรองน้ำ เครื่องกรองอากาศ

    Cr.https://sac-research.sac.or.th/file_thb/383-ch4.pdf

    Cr. https://www.silpa-mag.com/history/article_150198

    ข่าวล่าสุด

    spot_img

    ช่าวน่าสนใจ

    เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

    ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

    คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

    ยอมรับทั้งหมด
    จัดการความเป็นส่วนตัว
    • เปิดใช้งานตลอด

    บันทึกการตั้งค่า