More

    กว่าจะมาเป็นเมืองอุดรธานี

    กว่าจะมาเป็นเมืองอุดรธานี
    เริ่มจากปราบฮ่อ จำเป็นต้องย้ายกองบัญชาการที่หนองคาย มาบ้านเดื่อหมากแข้ง จากวิกฤตการณ์ ร.ศ.112
    ในช่วงปี พ.ศ. 2408 – 2433 เกิดภัยคุกคามจากกลุ่มโจรจีนฮ่อ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ลี้ภัยกึ่งทหารที่แตกพ่ายมาจากกบฏไท่ผิงในจีน ได้กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่เปิดโอกาสให้ฝรั่งเศสเข้ามาแทรกแซงดินแดนลาวพวนและหลวงพระบาง กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม (พระยศในขณะนั้น) ทรงได้รับมอบหมายให้เป็นแม่ทัพใหญ่ฝ่ายใต้ในปี พ.ศ. 2428 เพื่อยกทัพไปปราบปรามฮ่อในแขวงเมืองพวน ภารกิจนี้ถือเป็นบททดสอบแรกของการใช้กองทัพสมัยใหม่ที่ได้รับการฝึกตามแบบยุโรป โดยมีการนำอาวุธทันสมัย เช่น ปืนกลและลูกระเบิด เข้ามาใช้เป็นครั้งแรก ซึ่งเอื้อต่อการรบในภูมิประเทศที่ทุรกันดารมากกว่าปืนใหญ่แบบดั้งเดิม
    วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ถือเป็นจุดที่ตึงเครียดที่สุดของความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส เมื่อเรือรบฝรั่งเศสบุกเข้ามาถึงปากน้ำเจ้าพระยา นำไปสู่การเรียกร้องค่าปฏิกรรมสงครามและการสละสิทธิในดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เงื่อนไขที่สำคัญประการหนึ่งในสนธิสัญญาคือ “ห้ามสยามตั้งค่ายทหารในรัศมี 25 กิโลเมตรจากฝั่งขวาของแม่น้ำโขง” เงื่อนไขนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ซึ่งในขณะนั้นบัญชาการอยู่ที่เมืองหนองคายซึ่งตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำโขง
    การตัดสินใจย้ายกองบัญชาการออกจากหนองคายไม่ได้เป็นเพียงการทำตามสัญญา แต่เป็นการวางแผนเพื่อหาชัยภูมิใหม่ที่ฝรั่งเศสจะไม่มีอำนาจกลั่นแกล้งได้ตามกฎหมาย พระองค์ทรงนำทหารและข้าราชบริพารเคลื่อนย้ายลงมาทางใต้จนถึง “บ้านเดื่อหมากแข้ง” เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2436 ซึ่งมีทำเลที่ตั้งเหมาะสมในการควบคุมเส้นทางคมนาคมสู่หัวเมืองต่างๆ ในมณฑล และห่างจากน้ำโขงเกินกว่าระยะปลอดทหารที่กำหนดไว้
    การก่อตั้งบ้านเดื่อหมากแข้ง (ซึ่งต่อมาคือเมืองอุดรธานี) เป็นผลงานชิ้นเอกด้านการผังเมืองและการบริหารภูมิภาคของกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม พระองค์ทรงวางรากฐานการปกครองมณฑลที่รวบเอาหัวเมืองเล็กหัวเมืองใหญ่เข้าด้วยกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการต่อต้านอำนาจมืดของจักรวรรดินิยม ทรงจัดตั้ง “โรงเรียนสอนการปกครอง” เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในท้องถิ่น และทรงริเริ่มโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น การส่งเสริมพันธุ์สัตว์และการออกทุนให้ชาวนา
    ในปี พ.ศ. 2443 มณฑลลาวพวนได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น “มณฑลอุดร” เพื่อสะท้อนถึงบทบาทใหม่ที่เป็นศูนย์กลางของภาคอีสานตอนบน โครงสร้างของมณฑลอุดรในสมัยของพระองค์ประกอบด้วยบริเวณสำคัญหลายจุดที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การจัดการทรัพยากรและการทหารมีประสิทธิภาพสูงสุด
    ความสำเร็จในการบริหารจัดการมณฑลชายแดนทำให้กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมทรงได้รับความไว้วางใจให้กลับมารับตำแหน่งในส่วนกลาง ในปี พ.ศ. 2442 ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม และรั้งตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ในช่วงเวลานี้ พระองค์ทรงนำประสบการณ์จากการเผชิญหน้ากับชาติมหาอำนาจมาปรับใช้ในการปฏิรูปกองทัพเรือสยามให้มีความเป็นสากลและมีความสามารถในการแข่งขันทางยุทธศาสตร์มากขึ้น
    ผลงานที่โดดเด่นในกองทัพเรือประกอบด้วยการริเริ่มระบบ “ทัศนสัญญาณ” หรือการใช้สัญญาณธงและโคมไฟในการสื่อสารทางทะเล การจัดตั้งหน่วยฝึกพลทหารที่บางพระ และการนำนักเรียนนายเรือไปฝึกภาคต่างประเทศเป็นครั้งแรก ภารกิจเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ไม่เพียงแต่การตั้งรับจากการรุกรานทางบก แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้มแข็งทางทะเลเพื่อปกป้องอธิปไตยในทุกมิติ

    ข่าวล่าสุด

    spot_img

    ช่าวน่าสนใจ

    เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

    ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

    คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

    ยอมรับทั้งหมด
    จัดการความเป็นส่วนตัว
    • เปิดใช้งานตลอด

    บันทึกการตั้งค่า