80 ปี วันชาติเวียดนาม เส้นทางจากเอกราช สู่การสร้างชาติ
โฮจิมินห์ในแผ่นดินสยาม : ภารกิจกอบกู้เอกราชในภาคอีสาน
หนึ่งในบทที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์เวียดนามและไทยคือช่วงเวลาที่อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ได้เข้ามาพำนักในประเทศไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2467-2474 (ค.ศ. 1924-1931) ท่านได้เดินทางเข้ามาเพื่อใช้แผ่นดินไทยเป็นฐานที่มั่นในการวางแผนกอบกู้เอกราชจากฝรั่งเศส การเดินทางครั้งนี้เป็นช่วงที่ท่านต้องหลบหนีการปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์จากรัฐบาลก๊กมินตั๋งในจีน ท่านได้ใช้ชีวิตอยู่นานถึง 7 ปีที่บ้านนาจอก จังหวัดนครพนม ซึ่งบ้านหลังนี้ได้กลายเป็นศูนย์ประสานงานและวางแผนสำคัญสำหรับการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยชาติเวียดนาม ท่านใช้ชีวิตอย่างสมถะและใกล้ชิดกับชาวบ้านในท้องถิ่น ทำให้ท่านได้รับการเคารพรักและถูกเรียกว่า “ลุงโฮ” การที่ท่านใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่ถือตัว และให้ความสำคัญกับประชาชนในท้องถิ่นได้สร้างความสัมพันธ์เชิงลึกที่เกินกว่าความสัมพันธ์ทางการเมือง และกลายเป็นรากฐานที่มั่นคงในการสร้างความจงรักภักดีและการสนับสนุนจากภาคประชาชน
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าท่านเคยพำนักช่วงสั้นๆ ในจังหวัดอุดรธานีด้วย มรดกที่ยังคงอยู่จากช่วงเวลานี้คือพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านมิตรภาพไทย-เวียดนามที่บ้านนาจอก ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองชาติ ที่น่าสนใจคือ มีรายงานว่าบ้านพักจำลองของท่านในฮานอยสร้างขึ้นโดยเลียนแบบบ้านหลังที่ท่านเคยพำนักที่นครพนม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาในประเทศไทยมีความสำคัญทางจิตใจอย่างยิ่งต่อท่าน
การเลือกประเทศไทยโดยเฉพาะภาคอีสานเป็นฐานที่มั่นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และสังคมหลายประการ ประการแรกคือความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์กับเวียดนามและลาว ประการที่สองคือการมีชุมชนชาวเวียดนามขนาดใหญ่ที่อพยพมาก่อนหน้านี้อยู่แล้วในพื้นที่ ซึ่งอาจทำหน้าที่เป็นเครือข่ายสนับสนุนการเคลื่อนไหวของท่านได้ และประการสุดท้ายคือสภาพแวดล้อมทางสังคมในขณะนั้นที่สงบและเปิดกว้างต่อผู้ลี้ภัย การที่ท่านโฮจิมินห์เลือกบ้านในนครพนมเป็นแบบจำลองสำหรับบ้านพักในฮานอยนั้นเป็นสิ่งยืนยันว่าช่วงเวลาที่ท่านพำนักในประเทศไทยเป็นช่วงเวลาสำคัญของการวางรากฐานและสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์อันยั่งยืน
ชาวเวียดนามอพยพ: การลี้ภัยที่กลายเป็นรากฐานวัฒนธรรม
การอพยพของชาวเวียดนามมายังภาคอีสานของประเทศไทยเกิดขึ้นหลายระลอกตามสถานการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน คลื่นการอพยพที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเหตุการณ์ “วันท่าแขกแตก” ในปี พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) ซึ่งชาวเวียดนามจำนวนมากต้องหลบหนีการปราบปรามอย่างทารุณของกองกำลังฝรั่งเศส รัฐบาลไทยในขณะนั้นภายใต้การนำของนายปรีดี พนมยงค์ ได้แสดงความเห็นอกเห็นใจและให้การช่วยเหลือผู้อพยพอย่างดีเยี่ยม ทั้งจัดหาที่พักชั่วคราวตามวัดและโรงเรียน รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านการหางานทำ
นักวิชาการได้จำแนกกลุ่มผู้อพยพชาวเวียดนามในประเทศไทยออกเป็นสองกลุ่มหลักๆ คือ “ญวนเก่า” หรือ “เวียตเก่า” ซึ่งเป็นกลุ่มที่อพยพเข้ามาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และ “ญวนใหม่” หรือ “เวียตใหม่” ซึ่งเป็นกลุ่มที่อพยพเข้ามาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งกลุ่ม “ญวนใหม่” นี้เองที่กระจายตัวตั้งถิ่นฐานอย่างหนาแน่นในหลายจังหวัดของภาคอีสาน เช่น นครพนม อุบลราชธานี อุดรธานี และสกลนคร
การอพยพของชาวเวียดนามเกิดจากปัจจัยที่ซับซ้อนทั้งการลี้ภัยทางการเมืองและศาสนา โดยกลุ่มแรกในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์หนีการกดดันทางศาสนาคริสต์ ในขณะที่กลุ่มหลังหนีภัยสงครามและการเมือง การแยกแยะกลุ่มผู้อพยพตามช่วงเวลาและสาเหตุจึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำความเข้าใจความหลากหลายทางประวัติศาสตร์ของชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม
ชาวเวียดนามที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในไทยมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นในด้านความขยัน อดทน ประหยัด และสู้งาน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทำให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนวิกฤตจากการลี้ภัยให้เป็นโอกาสในการสร้างชีวิตใหม่ในประเทศไทยได้ แม้หลายคนจะเข้ามาโดยไม่มีทรัพย์สินติดตัว แต่พวกเขาก็ใช้ทักษะดั้งเดิมในการประกอบอาชีพต่างๆ ตั้งแต่เกษตรกรรม งานช่าง ไปจนถึงการค้าขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านอาหาร พวกเขามีบทบาทสำคัญในการนำวัฒนธรรมการกินมาเผยแพร่ในภาคอีสานจนกลายเป็นอาหารขึ้นชื่อที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เช่น หมูยอ และกวยจั๊บ การนำวัฒนธรรมอาหารเหล่านี้มาเผยแพร่ไม่ได้เป็นแค่การคงอัตลักษณ์ของตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างฐานอาชีพใหม่ที่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ท้องถิ่นของภาคอีสานในที่สุด
วาระครบรอบ 80 ปีวันชาติเวียดนามในวันที่ 2 กันยายนนี้ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงการเดินทางอันยาวนานของประเทศ จากการเป็นประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศส สู่การเป็นชาติเอกราชที่มีพลวัตทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน
วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) คือวันที่ประธานาธิบดีโฮจิมินห์ได้อ่านคำประกาศอิสรภาพ ณ จัตุรัสบาดิ่ญ กรุงฮานอย เพื่อสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามอย่างเป็นทางการ เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดยุคอาณานิคมในเวียดนาม แต่ยังเป็นจุดกำเนิดของการต่อสู้เพื่อการรวมชาติอันยาวนาน
การต่อสู้เพื่อเอกราช – จากอาณานิคมสู่การรวมชาติ
เวียดนามอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสในฐานะส่วนหนึ่งของอาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศสตั้งแต่ปี ค.ศ. 1887 ร่วมกับลาวและกัมพูชา การปกครองในช่วงนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยฝรั่งเศสได้เข้ายึดที่ดินและส่งเสริมการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ๆ เช่น กาแฟและยางพารา เพื่อส่งออกไปยังประเทศแม่ การผูกขาดทางการค้าและการเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจได้สร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนและเป็นชนวนสำคัญที่จุดประกายให้เกิดขบวนการต่อต้าน
ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง จักรวรรดิญี่ปุ่นเข้ายึดครองอินโดจีนของฝรั่งเศส ทำให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจ โฮจิมินห์ในฐานะผู้นำของกลุ่มเวียดมินห์ได้ฉวยโอกาสนี้ประกาศเอกราชของเวียดนามในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945 อย่างไรก็ตาม การประกาศเอกราชไม่ได้นำมาซึ่งสันติภาพในทันที เนื่องจากฝรั่งเศสพยายามกลับเข้ามาควบคุมพื้นที่อีกครั้ง นำไปสู่สงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง (ค.ศ. 1946–1954) ซึ่งเวียดมินห์ได้รับชัยชนะครั้งสำคัญที่ค่ายเดียนเบียนฟูในปี ค.ศ. 1954 ชัยชนะครั้งนี้ทำให้เกิดสนธิสัญญาเจนีวาซึ่งกำหนดให้มีการแบ่งเวียดนามออกเป็นสองส่วน คือ เวียดนามเหนือ (คอมมิวนิสต์) และเวียดนามใต้ (ประชาธิปไตย)
การแบ่งประเทศนำไปสู่ความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างจนกลายเป็นสงครามเวียดนาม โดยมีสหรัฐอเมริกาเข้ามาให้การสนับสนุนเวียดนามใต้ สงครามสิ้นสุดลงเมื่อสหรัฐฯ ถอนทหารในปี ค.ศ. 1973 ตามข้อตกลงปารีส และในที่สุดเวียดนามก็สามารถรวมชาติได้สำเร็จในวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1975 เมื่อกองกำลังเวียดกงเข้าปลดปล่อยกรุงไซ่ง่อน การเดินทางสู่การรวมชาติของเวียดนามจึงไม่ใช่เหตุการณ์เดียว แต่เป็นกระบวนการอันซับซ้อนที่มีความต่อเนื่องของความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับมหาอำนาจต่างๆ มาตลอด
การที่เวียดนามมีวันสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายวัน เช่น วันชาติ (2 กันยายน) และวันปลดปล่อยภาคใต้ (30 เมษายน) รวมถึงการรำลึกถึงการปฏิวัติเดือนสิงหาคม สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของเส้นทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การรวมชาติในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) คือการพยายามที่จะรวมประวัติศาสตร์ที่เคยแตกแยกเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนก็ยังบ่งชี้ถึงร่องรอยของความรู้สึกที่แตกต่างกันระหว่างชาวเวียดนามภาคเหนือและภาคใต้ที่ยังมีอยู่จนถึงปัจจุบัน
ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์เวียดนามสมัยใหม่
ปี เหตุการณ์สำคัญ
1887 ฝรั่งเศสจัดตั้งอาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศสและเข้าปกครองเวียดนาม
1945 จักรวรรดิญี่ปุ่นยึดครองอินโดจีนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
2 ก.ย. 1945 โฮจิมินห์ประกาศเอกราชสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม
1954 ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ที่ค่ายเดียนเบียนฟูและมีการทำสนธิสัญญาเจนีวา
1954-1975 เกิดสงครามเวียดนามและการแบ่งประเทศออกเป็นเหนือ-ใต้
30 เม.ย. 1975 กองกำลังเวียดกงปลดปล่อยไซ่ง่อนและมีการรวมประเทศเวียดนามเป็นเอกภาพ
1986 พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามริเริ่มนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ “โด๋ย เหมย”
รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เส้นทางประวัติศาสตร์ของเวียดนามในรอบ 8 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยเน้นการเชื่อมโยงเหตุการณ์สำคัญกับสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างเวียดนามและไทยผ่านบทบาทของผู้นำการปฏิวัติอย่างโฮจิมินห์และพลวัตของกลุ่มผู้อพยพชาวเวียดนามในภาคอีสานของไทย